ในแชตกลุ่ม
สิ่งที่เมฆเขียนไว้ใต้กลอน
เมฆกินบะหมี่แห้งที่เย็นชืดไปได้ครึ่งชาม ตอนที่กลุ่มแชตเพื่อนโรงเรียนเก่าซึ่งปกติเงียบเป็นเดือน ๆ เด้งขึ้นมาสิบเก้าครั้งรวด เบิร์ดไปเจออะไรบางอย่างมา เป็นภาพแคปหน้าจอกลอนบทหนึ่งที่ใบเตย เพื่อนร่วมรุ่น โพสต์ไว้แบบสาธารณะ แปดบรรทัดว่าด้วยมือของพ่อ กับโรงไม้ที่อวลกลิ่นไม้สัก
“ใครก็ได้แจ้งกรรมการรางวัลวรรณกรรมที” เบิร์ดพิมพ์ โจ้ส่งรูปหน้าหัวเราะจนน้ำตาไหลตามมา จากนั้นก็มีคนเอากลอนไปเขียนใหม่ เปลี่ยนคำนามทุกคำเป็น “ไส้กรอก” แล้วแชตก็มีแต่เรื่องนั้นอยู่พักใหญ่ ไส้กรอกแล้วไส้กรอกอีก คนที่เมฆไม่ได้ข่าวมาหลายปีโผล่มาเพียงเพื่อช่วยกันรุม
เขาอ่านกลอนตัวจริงสองรอบ ถ้าว่ากันตามหลัก มันไม่ใช่กลอนที่ดี ตัดบรรทัดแปลก ๆ และคำว่า “นิรันดร์” ควรถูกตัดทิ้ง แต่บรรทัดที่สาม ที่พูดถึงขี้เลื่อยในปลายแขนเสื้อเชิ้ตตัวที่ไม่มีใครซักอีกเลยนับจากวันนั้น ทำให้คอเขาตีบขึ้นมาเหนือชามบะหมี่ ใบเตยเขียนมันออกมาจากใจจริง ความผิดทั้งหมดของเธอมีอยู่แค่นั้น
ปกติเขาคงปล่อยผ่าน เขาปิดเสียงแชตนี้เกือบทั้งปีก็เพื่อการนี้โดยเฉพาะ และไม่ชอบเป็นคนที่ทำให้ทั้งห้องเย็นวูบ เขาพิมพ์ว่า “จริง ๆ มันก็ออกจะ” แล้วลบ ถัดมาคือ “พอเถอะพวกเรา” ซึ่งฟังเหมือนครู ก็ลบอีก จากนั้นโจ้โพสต์รูปโปรไฟล์ของใบเตยที่วาดมงกุฎทับลงไป แล้วบางอย่างในตัวเมฆก็นิ่งและใสขึ้นมา
สิ่งที่เขาส่งไปนั้นสั้น “เรื่องนี้เราไม่เอาด้วยนะ พ่อเขาเพิ่งเสียปีที่แล้ว แล้วเขาก็เขียนอะไรที่จริงออกมา เราเลือกอันนั้นมากกว่าทุกอย่างที่พวกเราพิมพ์กันในนี้คืนนี้” เขาวางโทรศัพท์ไว้บนขอบหน้าต่าง แล้วกินบะหมี่ต่อจนหมดทั้งที่ใจเต้นแรง ยี่สิบนาทีต่อมามีคำตอบสองข้อความ เบิร์ด: “โห โอเค” กับอีกข้อความ ส่งมาส่วนตัว จากผู้หญิงชื่อส้มที่สมัยเรียนเขาแทบไม่เคยคุยด้วย “ขอบคุณนะ เราอยากพูดแต่ไม่ได้พูด” เขาเปิดหน้าของใบเตย แล้วเขียนไว้ใต้กลอนว่า “บรรทัดขี้เลื่อย เรายังคิดถึงมันอยู่เลย”